หัวหิน เมืองอาร์ต? และบ้านของโลเล

หัวหิน เมืองอาร์ต? และบ้านของโลเล

พอได้โจทย์จากทีม Hua Hin Town ว่าอยากให้ไปสัมภาษณ์พี่โลเล ทวีศักดิ์ ศรีทองดี ศิลปินที่มีงานระดับท็อปมากมายคนหนึ่งของเมืองไทย ซึ่งปัจจุบันย้ายมาสร้างบ้านอยู่อาศัยที่หัวหินได้ 7 ปีแล้ว และเพิ่งเปิดคาเฟ่แห่งใหม่กับครอบครัวที่ใช้ชื่อว่า Ronin capsule ไปหมาดๆ (เป็นชื่อย่อมาจากชื่อลูกทั้งสองคนคือ โรมันและนินจา) ผมเกิดคำถามกับตัวเองขึ้นมาทันทีว่า เราจะคุยกับพี่โลเลเรื่องอะไรดีที่จะได้ไม่ซ้ำ เพราะแกผ่านการสัมภาษณ์มามากมายหลายครั้งแล้ว


เผอิญว่าช่วงหลังๆ กระแสในโลกโซเชียล เริ่มจะพูดถึงหัวหินในแง่มุมของความเป็นเมืองอาร์ตๆ มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ตรงโน้นตรงนี้ มีสถานที่ตกแต่งใหม่ๆ เกิดขึ้นมาหลายแห่ง ก็เลยได้ความคิดว่า น่าจะเอาเรื่องนี้ไปเป็นประเด็นหลักสำหรับคุยกับพี่โลเลเลยดีกว่า นั่นจึงเป็นที่มาของการพูดคุยกับศิลปินที่อยู่ในหัวหิน ในเรื่องความเป็นเมืองศิลปะของเมืองพักต่างอากาศริมทะเลที่ได้ชื่อว่า Popular มากที่สุดแห่งหนึ่งของไทย

มาอยู่หัวหินได้นานแค่ไหนแล้ว

ผมอยู่ที่อำเภอหัวหินมาตั้งแต่เด็กๆครับ  คุณพ่อรับราชการ เป็นตำรวจพลร่ม แล้วพอคุณพ่อสอบเข้าเป็นตำรวจภูธร ผมก็เลยต้องย้ายตามคุณพ่อไปเรื่อยๆ ตามเมืองที่พ่อย้ายไปรับตำแหน่ง …ก็ย้ายไปอยู่จังหวัด อุดรธานี อำเภอเชียงคาน หลายปี  แล้วก็เข้าเมืองกรุงมาเรียนศิลปะ ตอนอายุ 15 และสุดท้ายอยู่กรุงเทพฯกว่า 30 ปี ….ปี 2533 คุณแม่ย้ายมาอยู่หัวหิน เพราะคิดถึงอดีต …มาซื้อบ้านไว้ ทุกเสาร์-อาทิตย์ผมก็กลับมาหาคุณแม่ ก็ไปๆ มาๆ บ่อยๆ คุณแม่ก็บอกว่าให้เราซื้อที่ดินที่เป็นป่าเชิงเขา …ตอนนั้นที่ดินราคายังไม่แพงมาก ก็เลยซื้อไว้ แต่ก็ไม่คิดจะมาอยู่หัวหินหรอกครับ ก็งานเราอยู่ที่กรุงเทพฯ จนวันหนึ่ง…จู่ๆก็เริ่มรู้สึกว่า คอนโดที่กรุงเทพฯ ช่างคับแคบสำหรับการจะทำงานวาดรูปชิ้นใหญ่ๆ ก็เริ่มคิดที่อยากจะหาพื้นที่ ที่ใหญ่ขึ้น เริ่มเบื่อรถติด เบื่อการเดินทางลำบาก ก็เลยโอเค…กลับมาสร้างบ้านที่หัวหิน ตรงที่ดินที่ เราซื้อไว้ แล้วก็ได้กลับมาอยู่ใกล้ๆ คุณแม่ด้วย


ช่วงที่เริ่มสร้างบ้านประมาณปี

ราว 7 ปีก่อนครับ ตอนที่ย้ายมาก็คิดอย่างเดียวเรื่องความกว้าง ท้องฟ้ากว้าง พื้นที่กว้าง… ส่วนเรื่องงาน ก็คิดว่า ไปๆมาๆ สลับอยู่ หัวหิน กรุงเทพฯ ระยะทาง 200 กิโลเมตร ขับรถเพลินๆ แป๊บเดียวก็ถึง…เรื่องงาน การติดต่อต่างๆ เราใช้ อินเตอร์เน็ต ก็สามารถ คุย ประชุม ออนไลน์ ทำงานได้ อยู่ๆไปเลย เริ่มชินกับรูปแบบแบบนี้ แพร (ภรรยาพี่โลเล) ก็เริ่มบอกว่า เอ๊ะ! ก็สบายดีนะที่นี่ รถไม่ติด มีเวลามากขึ้น หลังจากนั้นก็เลยตกลงกัน แต่งงานกัน มีลูก จนเมื่อลูกเข้าโรงเรียนเรียน ทีนี้เราก็ต้องเริ่มอยู่ติดกับที่ล่ะ อยู่ยาวเลยครับ

คือทุกอย่างเกิดขึ้นแบบที่เรียกว่า ไม่ได้วางแผนกันมาก่อน

คือส่วนตัวแล้วเนี่ย เคยเป็นคนชอบวางแผนมาตลอดหลายๆปี ตั้งแต่เรียนหนังสือ จนเรียนจบ ทำงาน อยู่ในองค์กร… เป็นระบบมาก นานวันเข้าระบบก็อยู่กับตัวเราโดยอัตโนมัติ พอมา ยุคนี้กลายเป็น ผมวางแผนน้อยลง  ยิ่งเรื่องวาดรูป ทำงานศิลปะ เวลาที่แลนด้อมความคิด ผมจะปล่อย ไหลไปเลย …พยายามไม่คอนโทรล แล้วพบว่า สนุกมาก ตื่นเต้นด้วย… เช่นเดียวกับเวลาผมกับแฟนเดินทางไกลไปต่างเมือง ต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็จะมีแผนหลวมๆ  สมมติลงสถานีรถไฟนี้ปั๊บก็เดินมั่วไปเลย ถึงเวลากลับแล้วค่อยหาทางว่าจะกลับยังไง ได้รสชาติ


แล้วหัวหินตอนนี้กับหัวหินตอนที่พี่โลเลกลับมาอยู่ใหม่ๆ ต่างกันมั้ย

ก็ต่างกันนะครับ ตอนนี้ก็เริ่มมีความหนาแน่นมากขึ้น รถติดในบางวัน ผมเองไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรในหัวหินมาก เรื่องร้านไหนอร่อย? เที่ยวที่ไหนดี? เมื่อก่อนสมัยที่กลับมาหากับคุณแม่ อย่างมากเราก็ออกไปขับมอเตอร์ไซค์เล่น ถนนชายทะเล กินข้าวแกงหาปลาหมึกปิ้งกิน …ยุคโน้น ไม่ค่อยมีร้านกาแฟ  หรือว่า ร้านสวยๆ เก๋ๆ ตอนนี้มีเยอะมากขึ้น ….ก็สนุกดี ไปอีกแบบครับ


ทุกวันนี้คนเริ่มมองว่า หัวหินกลายเป็นเมืองอาร์ต ในฐานะที่พี่เป็นอาร์ตติสคนหนึ่งพี่รู้สึกแบบนั้นมั้ย

ก็คงจะเริ่มๆนะครับ… ยกตัวอย่าง..เมืองเชียงใหม่ ที่นั่นมีมหาวิทยาลัยใหญ่ มีบุคลากร มีศิลปิน นักออกแบบ นักดนตรี อาศัยอยู่เยอะ เวลาที่นักศึกษาเรียนจบแล้ว เขาทำกิจการกัน เปิดแกลอรี่ จัดนิทรรศการ จัดงานดนตรี นานวันเข้า..ภาพเหล่านั้นก็ชัดขึ้นๆ  สำหรับที่หัวหิน….คงจะ ต้องรอติดตามกันครับ ว่าจะเป็นเมืองอาร์ต กันแบบไหน


แต่ภาพที่คนข้างนอกมองเข้ามาตอนนี้มันเป็นแบบนั้น

ศิลปะมีหลายมิติ หลายรูปแบบ การจะเป็นเมืองศิลปะ คงต้องมีองค์ประกอบหลายอย่างครับ… มีพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนได้แสดงออก อย่างเช่น…มีลาน ให้เด็กเล่นกีฬา เต้น เล่นดนตรี มีแหล่งหรือสถานที่สนับสนุนให้ นักพ่นกราฟิตี้พ่นได้ …มีสถานที่ ที่จัดแสดงภาพถ่าย มี art space สำหรับสร้างงานศิลปะ มีร้านหนังสือเกี่ยวกับศิลปะเยอะขึ้น มีที่เล่นละคร มีที่เล่นดนตรี มีเทศกาลศิลปะ …ถ้ามีอะไรแบบนี้ ผมว่าจะก็พอจะเริ่มพูดได้ว่า ที่นี่คือเมืองที่อาจจะไม่ได้บอกว่าเป็นเมืองศิลปะหรอก แต่เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์


แล้วอยากจะผลักดันให้มันเป็นแบบนั้นมั้ย

อยากครับ…..ผมไม่ได้มีแรงเยอะ  เรื่องแบบนี้ต้องช่วยกันหลายๆคน ผมเชื่อว่าถ้าเราทำอะไรด้วยความเข้าใจ ทำแบบของเรานั่นแหละ ขยันทำไปเรื่อยๆ ไม่หยุด ช่วยกันสนับสนุนกันทุกทาง ความคิด แนวคิดดีๆ ก็จะกระจายไปเอง เหมือนกับคุณสมบัติของร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขนม  ที่มีคาแรคเตอร์ตัวเอง มีรสชาติ พิถีพิถัน  ทำอย่างดีที่สุด …ทำแบบที่คิดว่าไม่ได้หวังให้คนมาจ่ายเงินซื้อของเราอย่างเดียวนะ ให้ลูกค้าได้สิ่งที่ดี ทำแบบพิถีพิถัน จริงใจ ส่วนประกอบที่คัดสรร อย่างดีๆ ทำไปเถอะ ทำให้ค่านิยม เรื่องคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วให้อุดมการณ์แบบนี้ ค่อยๆ ขยาย จะไม่เหมือนกับการจุดพลุที่แป๊บเดียวแล้วหาย แต่ทำให้เป็น เหมือนเลเยอร์ที่ซ้อนๆกัน  ด้วยความแข็งแรง ….ทำด้วยความรักที่…. ผมนึกถึงพี่บ๊าฟ (ภาณุ มณีวัฒนกุล) พี่บ๊าฟ ที่เป็นคนจริงจัง จริงใจ ที่จะทำร้านหนังสือในแบบที่มีคุณภาพมาเป็นอันดับหนึ่ง คัดสรร มาอย่างดี

อย่างเช่น…ตอนนี้ผมรู้จักน้องที่เป็นนักดนตรีคนหนึ่ง ที่เชี่ยวชาญเรื่องกลอง และการมิกซ์เพลง  คุยกัน แล้วรู้สึกว่าเคมีเราตรงกัน เลยชวนมาทำดนตรีด้วยกันเถอะ เขาเก่งและแนะนำความรู้ทางดนตรีให้ด้วย แค่ผมกับเขาคุยกันมันก็สนุกมากแล้ว รู้สึกมีพลังแม้จะเป็นพลังที่แบบเล็กๆ อยู่ในหลืบอะไรก็ตามนะ แต่เราเต็มที่เลย ไม่คิดถึงเรื่องเงินเรื่องทอง หรือว่าทำแล้วมันจะดังหรือเปล่า ผมคิดว่า ถ้าผมคนหนึ่ง เขาอีกคนหนึ่ง ค่อยๆ เริ่มกันไป ไม่แน่ว่าต่อไปอาจจะมีแนวร่วมเพิ่มขึ้น ค่อยๆ ขยายตัวจนทำให้ที่นี่กลายเป็นเมืองที่กำเนิดดนตรีดีๆ ขึ้นมาก็ได้


แล้วการที่เมืองๆ นึงจะเป็นเมืองศิลปะได้มันต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

ศิลปะซ่อนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่ดีนะ เราควรจะทำอะไรด้วยความรักที่จะทำ…มากกว่าทำไปเพื่อเอารายได้เป็นหลัก อย่างเช่น พูดถึงคนทำเพลง ถ้าคิดว่าจะทำเพลงเพื่อขายเพื่อเป็นเชิงธุรกิจอย่างเดียว ก็คงกดดันน่าดู เดี๋ยวนี้คนไม่ซื้อเทป ซีดี  ไม่ซื้อเพลงฟังแล้ว ต้องเลิกทำเพลงไปเลย…แบบนั้นเหรอ? ถ้ามีคนเก่งๆเซียนๆ แล้วเกิดท้อซะก่อน ก็น่าเสียดายฝีมือเขานะ

ศิลปะคือการสร้างสรรค์ การที่เราอยู่บ้าน…เปิดตู้เย็นแล้วพบว่า มีของไม่ครบ แล้วเราก็เลยทำอาหารมั่วๆ ออกมาอย่างหนึ่ง นี่ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นวิธี แบบศิลปะ เพราะมันมีความครีเอทีฟ เพราะฉะนั้นศิลปะมันคือความคิดสร้างสรรค์ ส่วนมันจะไปให้ประโยชน์อะไรกับใครก็เป็นอีกเรื่อง…แต่เป็นประโยชน์แน่ๆครับ


มองว่า ศิลปะมันแทรกอยู่ในทุกเรื่องราว

จริงๆ ศาสตร์ทุกศาสตร์มันมีเสน่ห์ และมีความมหัศจรรย์ อย่างแค่หั่นแตงกวา ถ้าในความเงียบจริงๆ เราจะได้ยินเสียงมีดเฉือนผ่านแตงกวาดัง ฉึ่กๆๆ เสียงกระทบเขียงดังตึกๆๆ หรือเวลาขีดเขียน อาจจะได้ยินเสียงลากดินสอที่ขีดไปบนกระดาษ ตรงเนี่ยมันคือเสน่ห์ ถ้าเรามีวิธีทำให้คนหันมามองหรือสนใจเรื่องกระบวนการของการทำสิ่งต่างๆ มันก็จะทำให้สิ่งเหล่านี้มันดูมีคุณค่ามากขึ้น


พี่ชอบสถานที่ตรงไหนของหัวหินที่สุด

ผมชอบริมทะเล เวลาไปอยู่ตรงชายหาดกว้างๆ แล้วมองออกไปเหมือนเราจะกลายเป็นสิ่งเล็กๆ ณ ตรงนั้นเรารู้สึก โล่ง กว้าง แล้วเวลาจะไม่สำคัญเลย แทบจะลืมไปเลยว่ากี่โมง


แล้วมีตรงไหนที่ไม่ชอบมั้ย

ผมว่าทุกๆอย่าง ต้องมีส่วนที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งมันอาจจะเป็นเหตุอะไรซักอย่างที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น ถ้าเราไปหงุดหงิดหรือไม่ชอบใจก็ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เรามองในแง่ดี หรือมองข้ามมันไปดีกว่า หรือถ้าเรามีโอกาสที่จะคิดไอเดียในการแก้ไขได้ก็ค่อยๆหาทางจัดการ


ถึงตอนนี้พี่ใช้ชีวิตอยู่ที่หัวหิน 7 ปีแล้วคิดว่าตัวเองเป็นคนหัวหินหรือยัง

ผมอยู่มาก่อนตอนเด็กๆ ..แล้วก็กลับมาอยู่อีกทีตอนโต…ถึงตอนนี้ มีลูก มีครอบครัว มีเพื่อนเยอะ มีร้าน Ronin capsule ของครอบครัว ….รู้สึกว่าที่นี่คือ “บ้าน”…. คนเราจะเป็นคนที่ไหน ก็อยู่ที่เราเองครับ…คิดเอาจากที่ว่า เป็นที่ๆเราอยู่  ….อยู่นาน อยู่ด้วยความผูกพัน ครับ


และนี่ก็เป็นบทสัมภาษณ์ PEOPLE ในหัวหินที่น่าสนใจ ครั้งต่อไปเราจะไปสัมภาษณ์ PEOPLE คนไหน ไว้รอติดตามกันนะ

Author Details
อดีตวัยรุ่นยุค 80’s ที่โตมากับยุคอนาล็อกแล้วข้ามผ่านสู่ยุคดิจิทัลด้วยความมึนงง ผู้ที่มักจะถูกทึกทักว่าเป็นชาวญี่ปุ่นมาตลอดตั้งแต่เด็กจนใกล้แก่ แต่พูดญีปุ่นได้ไม่กี่คำ ปัจจุบันเป็นบรรณาธิการนิตยสารท่องเที่ยวแจกฟรีในชื่อ Let’s Check in และทำสื่อออนไลน์ด้วยในชื่อเดียวกัน