เมื่อ “สุขภาพดี มีความสุข” ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือศักยภาพทางเศรษฐกิจที่รอการปลุกให้ตื่น ถ้าถามว่าหัวหินคืออะไรในสายตาชาวต่างชาติ คำตอบมักไม่ใช่ “ชายหาด” หรือ “ตลาดกลางคืน” แต่คือ “เมืองที่มาอยู่แล้วมีชีวิตที่ดี”
ขณะที่หลายภาคส่วนในพื้นที่ยังถกเถียงกันว่าจะจัดอีเวนต์อะไรดี ชาวต่างชาติเกือบสองแสนคนที่เลือกมาพำนักในหัวหินได้ตัดสินใจไปแล้วด้วยเหตุผลที่ชัดเจน – ที่นี่มีโรงพยาบาล มีคลินิก มีอากาศดี มีคนใจดี และมีคุณภาพชีวิตที่คุ้มค่าเงินทุกบาท
ดร.เอ๊ะ พรระวี สีเหลืองสวัสดิ์ ผู้ก่อตั้งโรงเรียนอนันตลักษณ์บริบาล ซึ่งปีนี้เปิดดำเนินการมาครบ 20 ปี คือหนึ่งในคนที่เห็นภาพนี้มาตลอด ในฐานะลูกหลานชาวหัวหินที่เรียนรู้เรื่อง Wellness มาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษาที่อเมริกา และกลับมาสร้างสิ่งที่เธอเชื่อว่าบ้านเกิดต้องการ

จากลูกหลานหัวหิน…สู่คนที่อยากพัฒนา “บ้านเกิด”
ดร.เอ๊ะเติบโตในครอบครัวชาวหัวหิน-เพชรบุรี ครอบครัวใหญ่ที่ตั้งรกรากในพื้นที่มาหลายชั่วอายุคน เธอจบเศรษฐศาสตร์จากธรรมศาสตร์ ก่อนเรียนต่อปริญญาโท-เอกด้านพัฒนาชุมชน โดยมีประสบการณ์ช่วงหนึ่งที่เมือง Madison รัฐวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา เมืองมหาวิทยาลัยที่เธอบอกว่า “บังคับให้เดินทุกวัน อาหารดี อากาศดี ชีวิตปลอดภัย” ซึ่งกลายเป็นต้นแบบในหัวของเธอว่า “เมืองสุขภาพดี” ควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร
“ทุกนาทีที่เราอยู่กรุงเทพ เราไม่เคยคิดว่าเราเป็นคนกรุงเทพเลย เราอยากกลับบ้านเกิด อยากกลับไปพัฒนาบ้านเกิด”
หลังจากกลับมาเป็นอาจารย์ที่ราชภัฏเพชรบุรีและดูแลรีสอร์ทของครอบครัว เธอเคยพยายามเปิด Daycare ผู้สูงอายุในยุคแรก ซึ่งล้มเหลวเพราะสังคมไทยยังไม่พร้อมรับแนวคิดนั้น แต่แทนที่จะท้อ นั่นกลับกลายเป็นจุดที่เธอตกผลึกว่า สิ่งที่ขาดจริงๆ คือ “คน” ที่มีทักษะดูแลผู้สูงอายุอย่างมืออาชีพ
โรงเรียนอนันตลักษณ์บริบาลจึงถือกำเนิดขึ้นในหัวหิน และผ่านมา 20 ปี มีผู้จบการศึกษาไปแล้วกว่า 1,500 คน กระจายทำงานอยู่ทั้งในโรงพยาบาล ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ โรงแรม และชุมชนทั่วประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดใกล้เคียง

“สุขภาพที่ดีในวัยเกษียณ” คืออะไรกันแน่
ในมุมของ ดร.เอ๊ะ สุขภาพที่ดีไม่ได้หมายถึงแค่ร่างกายแข็งแรง แต่ต้องมาพร้อมกัน 3 ด้าน
หนึ่ง — สุขภาพกาย อาหารดี อากาศบริสุทธิ์ ออกกำลังกายได้ มีบริการทางการแพทย์เข้าถึงง่าย
สอง — สุขภาพใจ มีความสุข รู้สึกปลอดภัย มีกิจกรรมที่มีความหมาย ไม่โดดเดี่ยว
สาม — จิตวิญญาณ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภาคภูมิใจในตัวเอง รู้สึกมีคุณค่า
“ถ้าเราสามารถตอบโจทย์ว่าทำให้คนนี้สุขภาพกายแข็งแรง สุขภาพใจแข็งแรง รู้จักแบ่งปัน และตระหนักถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ แน่นอน เมื่อคนแฮปปี้ขนาดนี้ เมืองก็ต้องแฮปปี้”
และสิ่งที่ทำให้ผู้สูงวัย โดยเฉพาะชาวต่างชาติ มองหาในที่พำนักบั้นปลาย ไม่ใช่แค่ทะเลสวย แต่คือ ระบบนิเวศที่รองรับชีวิตที่ดีได้จริง

ทำไมหัวหิน ทำไมไม่ที่อื่น?
ดร.เอ๊ะมองว่าหัวหินมีความได้เปรียบหลายด้านที่เมืองอื่นไม่มีครบพร้อมกัน
เริ่มจาก ระบบสาธารณสุข ที่มีให้บริการอยู่ทั่วทุกมุมเมือง โรงพยาบาลหลักหลายสาขา รวมถึงคลินิกและร้านยา มีแพทย์ประมาณ 300 คน ทันตแพทย์อีกไม่ต่ำกว่า 200-300 คน และบุคลากรสายสุขภาพรวมกันน่าจะกว่า 3,000 คน
“เรามีบุคลากรไม่น้อย ทั้งแพทย์เฉพาะทาง กายภาพบำบัดก็เริ่มมาแรง ประกันสุขภาพสำหรับต่างชาติก็กำลังบูม นี่ไม่ใช่แค่เมืองสปา มันคือระบบเฮลท์แคร์ครบวงจร”

นอกจากนั้นยังมี อากาศดี ซึ่งเมื่อเทียบกับหลายจังหวัดท่องเที่ยวที่กำลังเผชิญปัญหา PM2.5 ระดับอันตราย หัวหินถือว่าอยู่ในระดับน้อยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ และที่สำคัญคือ ความปลอดภัยและความเป็นมิตร คนหัวหิน-เพชรบุรีมี Hospitality สูง แม่ค้าในตลาดพูดภาษาอังกฤษเพื่อสื่อสารได้ บรรยากาศเมืองเดินได้ ไม่อึมครึม และยังมีเสน่ห์ความเป็นเมืองที่มีรากเหง้าแบบ Royal Town ที่ต่างชาติรุ่นเก่าจดจำมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่
ต่างชาติเห็นคุณค่า คนไทยยังมองข้าม?
ตัวเลขที่น่าสนใจมากคือ ขณะที่ประชากรในทะเบียนราษฎรของหัวหินอยู่ที่ประมาณ 60,000 คน แต่มีชาวต่างชาติที่พำนักอยู่จริงๆ อีกเกือบ 200,000 คน และในกลุ่มชาวต่างชาตินั้น แทบทั้งหมดคือผู้สูงอายุ
“เฉพาะหัวหินเรานี้ ผู้สูงอายุ 27 เปอร์เซ็นต์ของประชากร แต่ถ้าฝรั่งในหัวหินนี้ ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดเลย”
และกลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูง ยินดีจ่ายค่าบริการด้านสุขภาพปีละเป็นหมื่นหรือแสนบาทโดยไม่ลังเล เพราะพวกเขาเติบโตมาในระบบที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองทุกบาท สำหรับคนอเมริกัน ค่าประกันสุขภาพในไทยถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานที่ได้รับ

“คนไทยเรา เราฟรีจนเราเคยตัวแล้ว แต่ของเขาถ้าเป็นอเมริกัน คือต้องจ่ายเงินเองหมด เขาก็เลยรู้เรื่องนี้มากกว่าคนไทยในพื้นที่เองซะอีก”
ความต่างในทัศนคติไทย-ต่างชาตินี้ชัดเจนมาก คนไทยมองสิ่งที่หัวหินมีว่า “ก็มีอยู่แล้ว ธรรมดา” ขณะที่ชาวต่างชาติมองว่า “นี่คือทุกอย่างที่ฉันต้องการสำหรับชีวิตวัยเกษียณ”
หัวหินคือ “เมืองสุขภาพ” ที่พร้อมแล้วแต่ขาดการจัดการ
เมื่อมองภาพรวมขององค์ประกอบทั้งหมด ดร.เอ๊ะมองว่าหัวหินมีส่วนประกอบที่ทำให้เป็น Wellness City ได้จริงๆ ครบอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบสาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ ความปลอดภัย ความหนาแน่นของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ และความเชื่อมโยงกับเพชรบุรีในเรื่องอาหาร วัฒนธรรม และมรดกทางประวัติศาสตร์
สิ่งที่ขาดคือ การจัดระเบียบและทิศทางที่ชัดเจน
เธอยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่ถูกจัดอยู่ใน Blue Zone หรือเมืองที่อยู่แล้วอายุยืน แม้จะเป็นเกาะเล็กๆ ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ แต่สิงคโปร์ดูแลทุกอย่างอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คุณภาพอาหาร มาตรฐานอากาศ ไปจนถึงการแจกเครื่องวัดสุขภาพให้ประชาชนในช่วงโควิด
“สิงคโปร์ทำมาแล้วสามสิบปีในเรื่องการควบคุมความหวานและความเค็มในอาหาร ในขณะที่เราเพิ่งเริ่มพูดถึงเรื่องนี้”

อุตสาหกรรม Wellness ใหญ่แค่ไหน และหัวหินอยู่ตรงไหน
ดร.เอ๊ะมองว่าคำว่า Wellness ไม่ใช่เรื่องของคนรวยหรือสปาหรูเท่านั้น แต่คือทุกคนที่อยากมีสุขภาพดีและมีความสุข ซึ่งแปลว่าทุกคนในโลกคืออยู่ในตลาด Wellness ทั้งนั้น ต่างกันแค่กำลังซื้อและระดับที่เลือกใช้
“ทุกคนอยากแฮปปี้ ทุกคนอยากเฮลตี้ เพราะฉะนั้นทุกคนสามารถอยู่ในอุตสาหกรรมเวลเนสได้ บางคนซื้อพาราเซตามอลเม็ดละห้าสิบสตางค์ บางคนซื้อไทลินอล นั่นก็คือเวลเนสเหมือนกัน แค่เลือกตามระดับความต้องการ”
สำหรับหัวหินโดยเฉพาะ ตัวเลขที่น่าสนใจคือปัจจุบันหัวหินสร้างรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวปีละประมาณ 40,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เล็กน้อยเลย แต่ดร.เอ๊ะตั้งคำถามว่า รายได้นั้นแลกมาด้วยต้นทุนอะไรบ้าง ทั้งขยะ น้ำเสีย ความแออัดของโรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับไม่ทัน
และยิ่งไปกว่านั้น ถ้าสามารถดึงกลุ่มชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวเกือบสองแสนคนมาร่วม “จ่าย” ให้กับเมืองในรูปแบบที่เป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นค่าประกัน ค่าธรรมเนียมการใช้สาธารณูปโภค หรือรูปแบบ Resident Card ที่เธอเสนอ รายได้นั้นน่าจะพอเลี้ยงทั้งเมืองและยกระดับบริการสาธารณะได้อีกมาก

สิ่งที่หัวหินยังต้องพัฒนา
ดร.เอ๊ะพูดถึงสิ่งที่ยังขาดอย่างตรงไปตรงมา
หนึ่ง — การบูรณาการข้อมูลและนโยบาย หัวหินมีทรัพยากรครบ แต่ทุกหน่วยงานทำงานแยกส่วน ไม่มีฐานข้อมูลรวมว่าใครอยู่ในเมืองบ้าง สุขภาพเป็นอย่างไร ใช้บริการอะไร ซึ่งถ้ามีข้อมูลชุดนี้ การจัดสรรงบประมาณและบริการสาธารณสุขจะมีประสิทธิภาพขึ้นมากทันที
สอง — ทิศทางของเมืองที่ไม่ชัดเจน การที่แต่ละฝ่ายต่างมุ่งหน้าไปคนละทิศ บางส่วนอยากให้หัวหินมีอีเวนต์ใหญ่ๆ ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ในขณะที่บางส่วนอยากรักษาบรรยากาศเดิมไว้ ทำให้เมืองไม่มีเอกลักษณ์ที่แข็งแกร่งพอ เธอยกตัวอย่างมาเก๊าที่ขึ้นชื่อเรื่องคาสิโนมาตลอด แต่เลือกที่จะ Rebranding ตัวเองเป็นเมืองมรดกโลกด้านอาหารและวัฒนธรรม โดยไม่จำเป็นต้องเลิกสิ่งที่มี แค่รู้ว่าจะชูอะไรเป็นหน้าตาของเมือง

“หัวหินไม่ควรส่งเสริมภาพลักษณ์ไปทางเมืองปาร์ตี้ มันไม่ขับเคลื่อนศักยภาพของเมือง ถ้าคุณมารีแล็กซ์เพื่อสุขภาพ แต่ข้างๆ มีคอนเสิร์ตเสียงดัง มันก็จะเกิดปัญหาอื่นตามมา”
สาม — แรงงานบริบาลที่ยังไม่พอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีประชากร 550,000 คน เป็นผู้สูงอายุแล้วกว่า 22% หรือราว 120,000 คน แต่บุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมด้านบริบาลทั้งหมดในพื้นที่ยังห่างไกลจากจำนวนที่ต้องการมาก
สี่ — Tax Incentive และนโยบายส่งเสริม ดร.เอ๊ะเสนอว่าถ้าจะทำให้หัวหินเป็น Wellness Destination จริงๆ ต้องมีแรงจูงใจในเชิงนโยบาย เช่น ลดภาษีสำหรับธุรกิจด้านสุขภาพในพื้นที่ ยกเว้นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการที่ทำในกรอบ Wellness รวมถึงการพิจารณาให้หัวหินเป็นเขตพิเศษในลักษณะเดียวกับพัทยา เพื่อให้มีอำนาจจัดการเมืองได้คล่องตัวขึ้น
ฝากถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
สิ่งที่ ดร.เอ๊ะอยากฝากไว้มากที่สุดคือการเริ่มต้นจากสิ่งที่ทำได้เลย
เริ่มจาก Health Literacy ให้คนในเมือง ให้ทุกคนตั้งแต่กุ๊กในครัว พ่อค้าแม่ค้า ไปจนถึงพนักงานโรงแรม เข้าใจเรื่องสุขภาพขั้นพื้นฐาน ตั้งแต่การลดโซเดียมในอาหาร ไปจนถึงการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น
สร้าง Big Data ด้านสุขภาพของเมือง รู้ว่ามีใครอยู่ที่นี่บ้าง สุขภาพเป็นอย่างไร ใช้บริการอะไร เพื่อให้จัดสรรทรัพยากรได้ตรงจุด และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องพูดเรื่องนี้ให้เป็นเรื่อง “ของทุกคน” ไม่ใช่แค่ของโรงแรมหรูหรือสปาระดับท็อป แต่คือทิศทางที่คนหัวหินทุกคนเดินไปด้วยกัน
“เราต้องยอมรับความจริงว่าหัวหินมีประชากรเทศบาลหกหมื่น แต่มีฝรั่งมากินมานอนอยู่ประมาณสองแสน สองแสนหกหมื่นคนนี้ต้องน้ำประปาด้วยกัน ทิ้งขยะด้วยกัน ใช้โรงพยาบาลด้วยกัน เพราะฉะนั้นมันต้องเป็นภารกิจของอำเภอ ว่าเราจะทำ Healthy Happy Hua Hin Together”
ดร.เอ๊ะทิ้งท้ายด้วยภาพที่เธอฝันถึงมาตลอด 20 ปี ว่ายังไม่มีเมืองไหนในประเทศไทยที่ทำให้รู้สึกได้จริงๆ ว่า “มาอยู่แล้วสุขภาพดี” แต่หัวหินมีทุกอย่างที่จะเป็นเมืองนั้นได้ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือแค่ความกล้าที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองมี
“โลกภายนอกเขามองเห็นเราแล้ว เขาเลยมาอยู่ กว่าที่คนในจะรู้เองว่าเรามีสิ่งนี้ อย่าให้มันช้าเกินไป”

เกี่ยวกับโรงเรียน อนันตรักษ์การบริบาล
โรงเรียนอนันตลักษณ์บริบาล หัวหิน เปิดสอนหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลและการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งระยะ 70 ชั่วโมง, 3 เดือน และ 6 เดือน รองรับทั้งผู้ที่ต้องการประกอบอาชีพและผู้ที่ต้องการดูแลคนในครอบครัว ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้โดยตรงที่โรงเรียน
📩 สนใจสมัครเรียน / สอบถามรายละเอียด
☎ 032 – 514100, 080-3522926 และ 063-2415141
ℹ Facebook : โรงเรียนอนันตรักษ์การบริบาล
✅ Line : https://lin.ee/zsl4PgM



